วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สัจจะบ้านดอนคา

ทุนการเงินเข้มแข็ง...สร้างชุมชนสวัสดิการ
วิสาหกิจชุมชนกองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา
หมู่ที่ 2  ตำบลทอนหงส์  อำเภอพรหมคีรี  จังหวัดนครศรีธรรมราช


การก่อตั้งกลุ่ม
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา   ริเริ่มขึ้นจากกลุ่มผู้หญิงในหมู่บ้านที่ไปสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านอ้ายเขียวซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้เคียง  ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของพ่อบ้านตามสภากาแฟที่เกรงว่าแม่บ้านจะถูกหลอกลวงหรือถูกโกงเงินหรือไม่  แต่เมื่อมีคนในหมู่บ้านสนใจไปสมัครเป็นสมาชิกมากขึ้น กลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นจึงมาหารือกับเหล่าพ่อบ้านที่เป็นแกนนำในหมู่บ้านว่าทำไมบ้านดอนคาจึงไม่พากันตั้งกลุ่มขึ้นมาเอง  จึงเป็นที่มาของการเชิญพัฒนากรตำบลให้เข้ามาประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานกลุ่มในหมู่บ้าน  เมื่อได้รับรู้หลักการดำเนินงานร่วมกันแล้วแกนนำหมู่บ้านกลุ่มหนึ่งจึงตัดสินใจร่วมกันก่อตั้งเมื่อวันที่  4 เมษายน 2526  มีสมาชิกแรกตั้ง  37 คน  เงินสัจจะสะสม 1,850 บาท โดยใช้ศาลาริมทางเป็นที่ทำการของกลุ่มชั่วคราว  และได้เชิญให้นายณรงค์  ปรีชา ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านอ้ายเขียว  ช่วยเป็นประธานบริหารกลุ่มให้ชั่วคราวก่อน  พร้อมใช้แนวทางการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านอ้ายเขียวเป็นแนวทางในการดำเนินงานของกลุ่มในช่วงแรก
ต่อมา ปี พ.ศ. 2528 นายณรงค์  ปรีชา  เห็นว่าการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์บ้านดอนคา          เริ่มเข้าที่แล้ว  จึงขอลาออกจากการเป็นประธานกลุ่มชั่วคราว  และสมาชิกเลือกให้  นายซ้วน  ศรีอินทร์  แกนนำในการตั้งกลุ่มครั้งแรกให้เป็นประธานกลุ่มคนต่อมา   การดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในช่วงแรกตั้งนี้   เป็นช่วงที่กลุ่มต้องการระดมสมาชิกและระดมเงินฝากให้เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิกมาก  จึงได้เปิดรับสมาชิกใหม่ทุกเดือน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกในชุมชนที่มีฐานะการเงินดี  เพื่อนำเงินทุนนั้นมาให้สมาชิกที่มีฐานะยากจนกว่าได้กู้ยืมไปประกอบอาชีพ  และได้เริ่มให้บริการเงินกู้    แก่สมาชิกในช่วงนี้
ปี พ.ศ. 2531 คณะกรรมการเห็นว่าเอกสารทางการเงินต่างๆ ของกลุ่มมีมากขึ้น  และการดำเนินงานของกลุ่มเริ่มมีผลกำไร  จึงไปขอเช่าบ้านของนายแปลก  แคล้วภัย  ใช้เป็นที่ทำการและเก็บเอกสารทางการเงินของกลุ่มแทนศาลาริมทางหลังเดิม  และในช่วงนี้เองที่กลุ่มเริ่มพบปัญหาจากการดำเนินงานมากขึ้น  บางปีจำนวนสมาชิกและจำนวนเงินสัจจะของกลุ่มลดลงอย่างมาก  บางปีก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกับการวิพากษ์วิจารณ์ผลการดำเนินงานของกลุ่มในสภากาแฟ  และในช่วงนี้ก็ได้มีนักศึกษาจากสถาบันราชภัฎนครศรีธรรมราชมาฝึกงานในหมู่บ้าน  คณะกรรมการกลุ่มจึงขอให้อาจารย์และนักศึกษาช่วยจัดเก็บข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการของชาวบ้านที่มีต่อกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต   จึงทำให้ทราบความต้องการของชาวบ้านว่า  ที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเพราะมีปัญหาขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ                 แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่ไว้วางใจการทำงานของคณะกรรมการในเรื่องความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการปล่อยเงินกู้   เพราะมีบางส่วนมองว่าคณะกรรมการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและมีการจัดสรรผลกำไรของกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม   เพราะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึงร้อยละ 24 บาทต่อปี   แต่กลับปันผลและเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกในอัตราร้อยละ 10 - 12 บาทต่อปี
เมื่อคณะกรรมการรับทราบปัญหาความต้องการของกลุ่มแล้ว   จึงหันมาปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ในเบื้องต้นได้จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลการดำเนินงานของกลุ่มทุกเดือน   ถึงยอดเงินฝาก  ยอดเงินกู้  ดอกเบี้ยที่ได้รับ  ค่าใช้จ่ายของกลุ่ม และผลการอนุมัติเงินกู้ในแต่ละเดือนติดไว้ ที่หน้าอาคารที่ทำการกลุ่ม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุมัติให้กู้เงินนั้น  ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมพิจารณา โดยขึ้นบัญชีรายชื่อสมาชิกผู้ขอกู้ไว้ที่ป้ายประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม  แล้วให้สมาชิกสามารถแสดงความเห็นโดยการขีดในตารางที่ตรงกับรายชื่อผู้ขอกู้ได้ว่าใครควรได้รับเงินกู้ก่อนหรือหลัง และได้เน้นการสร้างความเข้าใจกับสมาชิกโดยการประชุมพูดคุยกันบ่อยขึ้น   จึงทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น  และกลุ่มมีผลการดำเนินงานก้าวหน้ามากขึ้นจนมีผลกำไรที่สามารถซื้ออาคารพร้อมที่ดินเพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการของกลุ่มอย่างถาวร            ในวงเงิน 150,000บาท   หลังจากนั้น 2 ปี           นายซ้วน  ศรีอินทร์  ประธานกลุ่มเริ่มมีปัญหาสุขภาพเนื่องจากมีอายุมากขึ้นและไม่ขอดำรงตำแหน่งประธานต่อ  สมาชิกจึงมีมติร่วมกันเลือกให้ นายวิโรจน์               คงปัญญา  คณะกรรมการบริหารคนหนึ่งของกลุ่ม  เป็นประธานบริหารกลุ่มต่อและดำรงตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
ในยุคที่นายวิโรจน์  คงปัญญา  เป็นประธานบริหารกลุ่มนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการ   กลยุทธ์การทำงาน และวิธีคิดใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและความต้องการของสมาชิกมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของคณะกรรมการและสมาชิกที่จะจัดขึ้นเมื่อพบปัญหาข้อขัดข้องจากการดำเนินงาน  รวมถึงการขยายกิจกรรมของกลุ่มให้สอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของคนในชุมชน  จึงทำให้กลุ่มมีการเติบโตทั้งด้านจำนวนสมาชิก  จำนวนเงินออม และจำนวนเครือข่ายสมาชิกจากตำบลใกล้เคียง  และสมาชิกได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการบริหารกลุ่ม ยื่นขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2548  โดยใช้ชื่อว่า “วิสาหกิจชุมชนกองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา” และได้เริ่มเปิดทำการทุกวันจันทร์-ศุกร์ ที่สำนักงานเลขที่ 195 หมู่ที่ 2  ตำบลทอนหงส์  อำเภอพรหมคีรี  จังหวัดนครศรีธรรมราช  เพื่อเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการสมาชิกได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2558 กลุ่มมีสมาชิกถึง  10,150  เงินทุนหมุนเวียนให้บริการแก่สมาชิกจำนวนกว่า  149  ล้านบาท ปัจจุบันการรับสมัครสมาชิกใหม่นั้น  จะพิจารณาตามข้อบังคับคืออายุไม่เกิน 60 ปีในวันสมัคร และเปิดรับสมัครเพียงปีละ 1 ครั้ง  และสมาชิกสามารถนำเงินมาฝากกับวิสาหกิจชุมชนได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์
กลไกการขับเคลื่อน
กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของกลุ่มคือ คณะกรรมการของกลุ่ม ซึ่งตามโครงสร้างเดิมมีคณะกรรมการบริหารอยู่ 4 ฝ่าย  ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่ม ต่อมาเมื่อกิจการของกลุ่มได้ขยายตัวขึ้น ทั้งด้านจำนวนสมาชิก และความหลากหลายของกิจกรรม  จึงได้พัฒนาโครงสร้างคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ให้มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ และสอดคล้องกับภารกิจของกลุ่มให้มากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันได้มีเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง  ได้เห็นความสำคัญและเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายกับกลุ่ม   ส่วนเทคนิคการออกกฎระเบียบของกลุ่มให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น  กลุ่มมีเทคนิคในการออกระเบียบคือ เลือกตัวแทนจากทุกชุมชนมาร่วมกันยกร่างระเบียบ  พิจารณาดูข้อดีข้อเสียของระเบียบแต่ละข้อในแต่ละมุม  แล้วค่อยนำไปขอความเห็นชอบกับสมาชิกในที่ประชุมใหญ่ทีละข้อพร้อมบอกจุดแข็งและจุดอ่อนแต่ละข้อให้สมาชิกเป็นผู้เลือก ปัจจุบันคณะกรรมการบริหารของกลุ่มจัดเป็น  4  คณะใหญ่ๆ  ดังแผนผังโครงสร้างกรรมการบริหารกลุ่ม ดังนี้

คุณสมบัติของคณะกรรมการ
การคัดเลือกคณะกรรมการเข้ามาทำหน้าที่ด้านต่างๆ ภายในกลุ่มนั้น เบื้องต้นจะพิจารณาจากการเป็นผู้มีคุณธรรม 5 ประการ เป็นที่ยอมรับของคนในวงกว้างของคนในชุมชน  และมีข้อต้องห้ามที่สำคัญคือ ต้องไม่มีประวัติติดการพนัน  ชอบดื่มเหล้า  มีหนี้สินรุงรัง ชอบมีคดีความฟ้องร้องกับผู้คนในชุมชน  และต้องเป็นผู้มีจิตสาธารณะ รักในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม  เพราะการทำหน้าที่นี้หากเกิดความผิดพลาดด้านการเงินขึ้นภายในกลุ่ม คณะกรรมการจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ
กระบวนการสรรหาบุคคลเข้ามาเป็นคณะกรรมการนั้น  จะมีการแนบคุณสมบัติของบุคคลที่ควรเข้ามาเป็นกรรมการ และคุณสมบัติต้องห้ามให้สมาชิกทราบไปกับหนังสือเชิญประชุมด้วย   ดังนั้นเวลาให้เสนอชื่อผู้มีความเหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการ  ผู้เสนอจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอก่อนเสมอ บางครั้งอาจพิจารณาถึงประวัติของบรรพบุรุษของผู้ถูกเสนอด้วย   ส่วนตำแหน่งประธานกลุ่มนั้น   หากปีใดครบวาระการดำรงตำแหน่ง แล้วมีผู้เสนอรายชื่อสมาชิกรายอื่นเข้ามาเป็นประธานอีก  โดยธรรมเนียมการปฏิบัติของกลุ่มแล้ว  บุคคลที่ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มเดิมจะต้องขอถอนตัวไม่ลงแข่งขัน  แต่ถ้าสมาชิกไม่เสนอรายชื่อบุคคลอื่นเข้ามาจะต้องดำรงตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มต่อไป  จึงทำให้คณะกรรมการทุกคน               ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็นคณะกรรมการ  มีความภาคภูมิใจในตนเองที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกและร่วมกันทำงานอย่างขันแข็งโดยยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก  นอกจากนี้แล้วการได้รับการสนับสนุนจากคนในครอบครัวของกรรมการ  ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการเหล่านี้สามารถออกมาร่วมกันทำงานเพื่อชุมชนได้อย่างมีพลัง
ส่วนการสอนแนะงานให้แก่คณะกรรมการที่ได้รับเลือกใหม่ในการทำงานนั้น  นอกจากประธานกลุ่มจะเป็นผู้สร้างความรู้ความเข้าใจถึงหลักการดำเนินงานของกลุ่มในภาพกว้างให้ได้รับทราบแล้ว  คณะกรรมการรายอื่นก็มีส่วนร่วมในการให้คำแนะนำถึงวิธีปฏิบัติในแต่ละบทบาทหน้าที่ด้วยเช่นกัน  โดยเฉพาะอย่ายิ่งในเวทีประชุมสรุปบทเรียนจากการทำงานประจำเดือน  ช่วยทำให้คณะกรรมการได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและเรียนรู้งานได้มากที่สุด
บทบาทหน้าที่คณะกรรมการ
1. คณะกรรมการบริหาร
คณะกรรมการบริหารของกลุ่ม จำนวน  9 คน  จะทำหน้าที่บริหารงานในสำนักงานทุกวัน   จันทร์-วันศุกร์ โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำงานวันละ 1-2 คน  เพื่อทำหน้าที่รับเรื่องขอกู้เงิน    ตรวจเอกสารประกอบคำขอกู้  ตรวจหลักทรัพย์ค้ำประกัน และตรวจสอบประวัติการกู้เงินที่ผ่านมา  เพื่อนำเข้าที่ประชุมพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการบริหารชุดใหญ่ในทุกวันพฤหัสบดี   ส่วนการอนุมัติจะถือเสียงข้างมากคือ ๕ เสียงขึ้นไปเป็นหลัก
นอกจากนี้  คณะกรรมการที่มาเข้าเวรประจำวันยังต้อง  นำเงินไปฝากหรือถอนที่ธนาคาร   การโอนเงินจ่ายค่าสินค้าให้แก่ร้านค้าที่สมาชิกกู้ไปซื้อสินค้า  ตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวันทำการ        โดยเน้นตรวจแบบสรุปรายรับ-รายจ่าย  ทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยให้ตรงกันในแต่ละจุดก่อนปิดบัญชีแต่ละวัน  คณะกรรมการบริหารคณะนี้ได้รับค่าตอบแทนจากการมาเข้าเวรในวันละ 200 บาท  และค่าตอบแทนรายปีอีก  3,600  บาท/ปี
2. คณะอนุกรรมการ
 คณะอนุกรรมการจำนวน  28 คน จะทำหน้าที่ในทุกวันที่ 3-4 ของเดือน เพื่อรับเงินฝากสัจจะประจำเดือน มีหน้าที่รับเงินสัจจะประจำเดือน รับเงินกู้ที่สมาชิกส่งคืน เมื่อเก็บเงินจากสมาชิกเสร็จแล้วจะนำส่งต่อให้เจ้าหน้าที่การเงินที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำที่สำนักงานเป็นผู้เก็บรักษา โดยคณะอนุกรรมการแต่ละคนที่รับเงินฝากจะต้องจัดทำบัญชีคุมเงินสัจจะสะสมรายเดือนของสมาชิกที่ตนเองรับเงินฝากตามหมายเลขที่รับผิดชอบเฉพาะของตนเอง  จึงทำให้ง่ายในการตรวจสอบยอดเงินหากพบว่ามีความผิดพลาดในจุดใด  กรรมการรับฝากต้องเก็บใบเสร็จรับเงินฝากส่งให้สมุห์บัญชีของกลุ่มตรวจสอบก่อนบันทึกลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตรวจสอบทุกครั้ง คณะอนุกรรมการจะได้รับเงินค่าตอบแทนปีละ 7,200 บาท  ส่วนคุณสมบัติสำคัญของคณะอนุกรรมการคือ  ต้องเป็นบุคคลที่มีความถนัดในการบวกเลข และสามารถอ่านเขียนหนังสือได้ดี  เพราะอาจต้องให้ความช่วยเหลือสมาชิกในการเขียนใบฝากเงินประจำเดือน เพราะกติกาของกลุ่มกำหนดให้สมาชิกที่นำเงินมาฝากต้องเขียนใบนำฝากด้วยตนเอง และผู้รับเงินต้องมอบใบเสร็จกลับคืนให้กับผู้ฝากเงินด้วยทุกครั้ง
3. คณะกรรมการสาขา
 คณะกรรมการสาขาที่มีทั้ง 5 สาขา  จะทำหน้าที่รวบรวม  เงินฝากจากสมาชิกในพื้นที่ของตนแล้วนำมาฝากที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา ในทุกวันที่ 3- 4 ของเดือน เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นๆ ในพื้นที่ตำบลทอนหงส์  ที่ต้องขยายสาขาเช่นนี้ เนื่องจากผู้นำในตำบลใกล้เคียงเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในชุมชน  เมื่อคณะกรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์บ้านดอนคาได้เข้าไปชี้แจงสร้างความเข้าในหลักการดำเนินงานที่มุ่งเน้นช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  จึงได้รวบรวมคนในพื้นที่ตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเครือข่ายขึ้นมา โดยมีนายวิโรจน์  คงปัญญา และคณะกรรมการบริหารกลุ่มเป็นผู้วางระบบการทำงานและสอนการทำงานให้แก่คณะกรรมการสาขาทั้ง 5 สาขาตำบล
4. เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน
 เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ไม่ใช่คณะกรรมการบริหารกลุ่ม  แต่เป็นพนักงานที่คณะกรรมการจ้างให้มาทำหน้าที่ประจำในสำนักงานของกลุ่มทุกวันจันทร์ – วันศุกร์  มีจำนวน  5 คน ได้แก่  ฝ่ายบัญชีและการเงิน จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลของสมาชิก  เก็บรวบรวมเงินประจำวัน และคุมโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ฝ่ายธุรการและทั่วไป จะช่วยตรวจบัญชีเงินออมและตรวจใบนำฝากเงิน ส่วนอีกคนรับผิดชอบงานกองทุนสวัสดิการและให้บริการสมาชิก  ซึ่งได้รับเงินเดือนประจำเดือนละ  4,000 – 5,500 บาท  ขึ้นอยู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบและความยากง่ายของงานที่ทำ



กิจกรรมของกลุ่ม
การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา  เริ่มจากการระดมสมาชิกและระดมเงินฝากเพื่อเป็นแหล่งทุนประกอบอาชีพของสมาชิก  หลังจากนั้นได้ขยายกิจกรรมสู่การให้สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าตามความต้องการ  และก้าวสู่การจัดสวัสดิการที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของคนในชุมชน  พอจะแยกออกเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้
ด้านการลงทุน  ได้แก่
1.1 การรับฝากเงิน-ให้ถอนเงิน
    การรับฝากเงิน ในทุกวันที่ 3-4 ของเดือน สมาชิกแต่ละรายจะต้องเขียนใบนำฝากเงินด้วยตนเองแนบกับสมุดนำฝากส่งให้คณะกรรมการรับฝาก และกรรมการผู้รับฝากต้องออกใบเสร็จรับเงินฝากคืนให้สมาชิก หากสมาชิกขาดส่งเงินสัจจะสะสมต่อเนื่อง 3 เดือนจะไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล ไม่ได้รับสิทธิ์ด้านสวัสดิการและไม่มีสิทธิขอกู้เงิน ต้องเป็นสมาชิกทดลองตามระยะเวลาที่ขาดส่งก่อนจึงจะได้รับสิทธิคืน ปัจจุบันวงเงินฝากของสมาชิกรวมกันอยู่ที่เดือนละ 1.8-1.9 ล้านบาท หากวันเก็บเงินตรงกับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ จะเก็บเงินฝากทั้งหมดไว้ที่คณะกรรมการรายใดรายหนึ่งก่อนซึ่งถือเป็นความลับของแต่ละครั้ง ไม่ได้ผูกขาดการเก็บรักษาเงินที่ตายตัว โดยจะเก็บไว้ที่ตู้นิรภัยของกลุ่ม ส่วนการนำเงินไปฝากธนาคารนั้นต้องมีคณะกรรมการนำฝากหรือถอนเงินลงนามร่วมกันอย่างน้อย 2 คน โดยในวันเก็บเงิน    รับฝากสัจจะจากสมาชิกนี้  กลุ่มได้ขอความร่วมมือจากตำรวจในพื้นที่ให้เข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัย วันละ 2  นาย พร้อมจัดเบี้ยเลี้ยงให้วันละ 200 บาท/นาย
  การให้ถอนเงินฝาก  สมาชิกจะขอถอนเงินฝากได้หากไม่ติดค้ำประกันเงินกู้กับสมาชิกรายอื่นอยู่  แต่ทั้งนี้จะต้องเหลือเงินฝากติดบัญชีเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 1,200 บาท  เพื่อสำรองไว้ให้หักเงินสงเคราะห์ศพของสมาชิกที่เสียชีวิตตอนสิ้นปีเสมอ
1.2 การให้กู้  สมาชิกที่จะมีสิทธิ์ยื่นขอกู้เงินจากกลุ่มจะต้องเป็นสมาชิกอย่างน้อย 1 ปี    การกู้เงินทุกครั้งต้องทำบันทึกข้อตกลงเพื่อเน้นให้สมาชิกมีสัจจะในเรื่องวันกู้และวันส่งคืนเงินกู้  และสมาชิกต้องเซ็นขอถอนเงินในบัญชีเงินฝากของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า 1 เดือน  ตามวงเงินที่ต้องต้องชำระในแต่ละงวดเอาไว้ทุกครั้ง  เพราะหากสมาชิกไม่มาชำระเงินกู้ตามกำหนด คณะกรรมการจะถอนเงินในบัญชีของสมาชิกเพื่อชำระคืนเงินกู้ในงวดนั้นๆ ให้  ทั้งนี้เพื่อช่วยรักษาสิทธิ์การได้รับสวัสดิการต่างๆ ของสมาชิกเอง  และหากสมาชิกรายใดมีความสม่ำเสมอในการชำระคืนเงินกู้กลุ่มอาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้  โดยลักษณะการให้กู้ของกลุ่มจะมีอยู่ 4 ลักษณะด้วยกันคือ
          1) ให้กู้โดยใช้สมุดเงินฝากค้ำประกัน
    2) ให้กู้แบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  3) ให้กู้โดยการทำโครงการขอกู้ เป็นการให้กู้เพื่อประกอบอาชีพ ตามที่สมาชิกทำโครงการเสนอขอกู้มา หากกู้จำนวนมากจะต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
การพิจารณาปล่อยกู้นั้น  จะพิจารณาทุกวันพฤหัสบดี  หากต้องการกู้วงเงินสูง  ผู้ขอกู้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน  คณะกรรมการจะร่วมกันพิจารณาวงเงินกู้ทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน เนื่องจากต้องตรวจสอบหลักทรัพย์ก่อน
1.3 ลงหุ้นกับองค์กรอื่น  ที่ผ่านมากลุ่มได้นำเงินทุนไปร่วมลงทุนกับโรงงานทำแป้งขนมจีน  โดยในระยะแรกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตได้นำเงินทุนของกลุ่มไปร่วมลงทุนเพียง 30,000 บาท เพราะสมาชิกกลุ่มยังไม่มั่นใจผลการดำเนินงานของโรงงานแป้งขนมจีน  แต่เมื่อพบว่าการลงหุ้นร่วมกับโรงงานนี้ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลตามหุ้นในจำนวนมาก เพราะล่าสุดได้รับเงินปันผลสูงถึง ร้อยละ 118 บาท  จึงอนุมัติให้นำเงินของกลุ่มไปลงทุนเพิ่มเป็น  500,000  บาท  และหากบริษัทผลิตแป้งทำขนมจีนแห่งนี้ต้องการขายกิจการเมื่อใด  มติของสมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะซื้อกิจการของบริษัทนี้ทันที นอกจากนี้บริษัทยังได้มาขอกู้เงินทุนจากกลุ่มไปลงทุน ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 6 บาทต่อปีด้วย  เพราะบริษัทนี้ก็เป็นสมาชิกวิสามัญของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
สำหรับที่มาของบริษัทนี้  มาจากการรวมตัวกันของ “ เครือข่ายประชาคมยมนา ” ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มอาชีพต่างๆ ในพื้นที่รวมตัวกันก่อตั้ง  เมื่อผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ทุกกลุ่มอาชีพได้มารวมตัวกันพูดคุยถึงปัญหาความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพของตน  ที่ไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตของตัวเองได้  และเมื่อได้วิเคราะห์ถึงความต้องการในด้านการตลาดของภูมิภาคแล้วจึงได้พบว่า  “ขนมจีน” คืออาหารที่เป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนในวงกว้าง  หากตั้งโรงงานผลิตวัตถุดิบป้อนให้แก่ผู้ผลิตขนมจีนในภูมิภาคได้  จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ทุกกลุ่มอาชีพที่มารวมตัวทำธุรกิจนี้  และได้ร่วมกันตั้งเป็นบริษัทผลิตแป้งทำขนมจีนขึ้น ที่ต้องจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทนั้นเพราะว่า จะทำให้สามารถกู้เงินจากธนาคารในวงเงินที่สูงกว่าการรวมตัวกันในรูปของสหกรณ์ และได้กู้เงินธนาคารกรุงเทพฯ มาลงทุนครั้งแรก 2.5 ล้านบาท  ส่วนชื่อของเครือข่ายได้ร่วมกันตั้งว่า  “ เครือข่ายประชาคมยมนา” โดยมีความหมายจากชื่อของเครือข่ายดังนี้  คำว่า “ประชา”  หมายถึง กลุ่มที่ทำอาชีพประมง   คำว่า “ยมนา” หมายถึง กลุ่มที่ทำอาชีพสวนยางพารา  คำว่า “มะ” หมายถึงกลุ่มที่มีอาชีพทำสวนไม้ผล  และคำว่า “นา” หมายถึงกลุ่มที่มีอาชีพทำนา

2. กิจกรรมด้านสวัสดิการ  
   ถือเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นและดึงดูดให้สมาชิกรักษาสิทธิ์ของการเป็นสมาชิกที่สำคัญที่สุด โดยการคิดรูปแบบสวัสดิการของกลุ่มนั้น  คณะกรรมการได้ร่วมกันพัฒนารูปแบบเพื่อให้ครอบคลุมวิถีชีวิตของสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้สวัสดิการแก่กลุ่มคนด้อยโอกาสที่ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ  มีรายละเอียดดังนี้
2.1 กองทุนสายใยดวงใจแม่   เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเงินขวัญถุงแก่ลูกหลานในชุมชน  โดยกลุ่มจะเปิดบัญชีเงินฝากให้กับบุตรของสมาชิกที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ในวันสมัคร คนละ 2,000 บาท เพื่อให้เป็นบัญชีเงินฝากที่เชื่อมสายใยรักของพ่อแม่ที่มี    ต่อลูก โดยการฝากเงินสัจจะให้กับเด็กในเดือนต่อๆ ไป ซึ่งผู้ปกครองของเด็กจะถอนเงินออกมาใช้ก่อนที่เด็กจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ไม่ได้  หากปิดบัญชีเงินฝากก่อนเด็กอายุครบ 20 ปี จะได้รับเงินคืนเฉพาะในส่วนของเงินฝากสัจจะ  แต่จะไม่ได้รับเงินขวัญถุง จำนวน 2,000  บาทนี้
2.2 ค่ารักษาพยาบาล  สมาชิกทุกคนที่เจ็บป่วยจะได้รับสิทธิ์ในการเบิกค่ารักษาพยาบาลจำนวนไม่เกิน 1,500 บาทต่อคนต่อปี  โดยขั้นตอนการขอเบิกนั้นสมาชิกต้องนำใบเสร็จจากสถานพยาบาลฉบับจริงมาขอเบิกเงิน  ที่กำหนดให้นำใบเสร็จฉบับจริงมาเบิกเงินก็เพราะว่า  เป็นการป้องกันมิให้สมาชิกที่ได้รับสวัสดิการจากที่อื่นอยู่แล้วมาขอเบิกซ้ำที่กลุ่มอีก โดยก่อนจ่ายเงินให้กับสมาชิกคณะกรรมการจะตรวจดูก่อนว่า  ในสมุดบัญชีเงินฝากของสมาชิกมีเงินฝากคงเหลือถึง 1,200 บาทก่อนหรือไม่  หากเหลือไม่ถึงคณะกรรมการจะหักเงินเพื่อฝากให้ถึง 1,200 บาทก่อน  เพื่อช่วยรักษาสิทธิ์ด้านสวัสดิการให้แก่สมาชิกอีกทางหนึ่งนั่นเอง และหากสมาชิกรายใดขาดส่งเงินฝากสัจจะติดต่อกันถึง 3 เดือน ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการเบิกเงินนี้
2.3 การตรวจสุขภาพปีละครั้ง กลุ่มได้ทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลนครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่  ให้มาตรวจสุขภาพประจำปีแก่สมาชิกถึงที่ทำการของกลุ่มในทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี  ในอัตราคนละ 500 บาท/คน โดยกลุ่มเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ และโรงพยาบาลจะนำผลการตรวจมาแจ้งให้สมาชิกทราบในเดือนกรกฎาคมของทุกปี  ซึ่งประวัติการตรวจของสมาชิกทางโรงพยาบาลจะมอบให้สมาชิก 1 ชุด เก็บไว้ที่กลุ่ม 1 ชุด และที่โรงพยาบาลอีก 1 ชุด โดยการตรวจสุขภาพนี้จะตรวจสุขภาพเพื่อหาความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆ หลายโรค  แม้ว่าค่าตรวจสุขภาพโดยรวมจะถือว่าไม่สูงมาก  แต่ผลพลอยได้ของโรงพยาบาลคือ  สมาชิกที่มาตรวจสุขภาพจะกลายเป็นคนไข้ที่ตามไปรักษาประจำที่โรงพยาบาลไปในตัว
2.4 สงเคราะห์คนชรา และผู้พิการ  สมาชิกกลุ่มที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป และมียอดเงินฝากกับกลุ่มไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท  จะได้รับเงินสงเคราะห์ปีละ 1,000 บาท  ส่วนสมาชิกพิการที่ได้รับการสงเคราะห์นั้น  จะต้องมีสภาพความพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้  เมื่อคณะกรรมการบริหารได้รับแจ้งและไปเยี่ยมถึงครัวเรือนแล้ว  ก็จะถามญาติหรือสมาชิกรายนั้นว่า  มีความต้องการที่จะรับการสงเคราะห์จากกลุ่มในรูปแบบใด  ระหว่างรับเงินสดทันที จำนวน 1,200 บาท กับให้กลุ่มฝากเงินสัจจะให้ในอัตราเดือนละ 100 บาท ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี  แต่หากเสียชีวิตก่อนเวลา 5 ปี ก็จะได้รับเงินตามจำนวนที่กลุ่มฝากให้เท่านั้น  ซึ่งผลที่ได้จากการให้การสงเคราะห์รูปแบบนี้ ยังทำให้สมาชิกในครอบครัวและญาติมิตรของผู้ที่ได้รับการสงเคราะห์  เกิดความรู้สึกที่ดีกับกลุ่มและหันมาสมัครเป็นสมาชิกร่วมฝากเงินกับกลุ่มเพิ่มขึ้นอีกด้วย  และสมาชิกในลักษณะนี้มักเป็นสมาชิกที่มีความภักดีกับกลุ่ม ไม่ใช่ฝากเพื่อหวังกู้เงินอย่างเดียว
2.5 กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์  กลุ่มได้เริ่มทำกิจกรรมนี้เมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยประยุกต์      มาจากระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ของธนาคาร ธกส.  ที่จะเก็บเงินสงเคราะห์ศพจากสมาชิกก่อนคอยนำมาจ่ายค่าทำศพทีหลัง  มาเป็นกลุ่มจ่ายเงินค่าทำศพให้สมาชิกก่อนแล้วค่อยเก็บเงินจากสมาชิกตอนสิ้นปี     ถือเป็นสวัสดิการที่สร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิกมากที่สุด  สมาชิกจะได้รับสิทธิ์นี้เมื่อสมัครเป็นสมาชิกครบ 1 ปี  หากเสียชีวิตจะได้รับเงินสงเคราะห์ศพ ๆ ละ 140,000 บาท กลุ่มจะหัก 3%  เพื่อเป็นเป็นค่าพวงหรีด และค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพสวดศพ 1 คืน ส่วนการหักเงินค่าเบี้ยสงเคราะห์ศพๆ ละ 20 บาทนั้น  กลุ่มจะหักเมื่อสิ้นปีจากเงินปันผล  หากเงินปันผลไม่พอหักจึงจะหักจากเงินฝากสัจจะสะสมในบัญชี  ส่วนการระบุหรือเปลี่ยนแปลงทายาทผู้รับผลประโยชน์นั้น  ต้องมาทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับคณะกรรมการที่กลุ่ม
2.6 ซื้อที่ดินเพื่อจัดสรรขายให้สมาชิกผู้ยากไร้  เมื่อมีคนประกาศขายที่ดินในพื้นที่ที่มีทำเลดี  คณะกรรมการจะนำเงินทุนของกลุ่มไปซื้อ แล้วนำมาจัดสรรแบ่งขายให้กับสมาชิกที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยหรือยังไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง  การพิจารณาว่าจะให้สมาชิกรายใดเป็นผู้ซื้อที่ดินนั้น  คณะกรรมการจะพิจารณาจากระยะเวลาในการเป็นสมาชิกกลุ่มและประวัติทางการเงินที่ผ่านมา โดยจะให้ผ่อนชำระกับกลุ่มตามกำลังความสามารถของสมาชิกแต่ละราย   ถือเป็นการช่วยเหลือสมาชิกให้มีที่ดินทำกิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอีกวิธีหนึ่ง
2.7 ให้กู้เงินเพื่อซื้อสินค้า  ที่ผ่านมากลุ่มได้ให้สวัสดิการกู้เงินเพื่อซื้อสินค้าให้แก่สมาชิก ได้แก่  รถจักรยานยนต์  คอมพิวเตอร์  และเครื่องมือการเกษตร โดยจะใช้วงเงินฝากในสมุดสัจจะของสมาชิกรวมกับยอดเงินฝากของสมาชิกในครอบครัวเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาวงเงินให้กู้ คือ  หากมียอดเงินฝากไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท กลุ่มจะอนุมัติวงเงินกู้ให้ 30,000 บาท หากรวมเงินฝากได้ 8,000 บาท กลุ่มจะอนุมัติวงเงินกู้ให้ 38,000 บาท หากรวมเงินฝากได้ 13,000 บาท  กลุ่มจะอนุมัติวงเงินกู้ให้  40,000 บาท  และสูงสุดไม่เกิน 45,000 บาท โดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 8 ต่อปี อายุสัญญาคือ    4-5 ปี ส่วนเอกสารประกอบการขอกู้เงินคือ สำเนาทะเบียนบ้าน  สำเนาบัตรประชาชน 2 ชุด  เมื่อทำสัญญาที่กลุ่มเสร็จแล้ว  ให้สมาชิกไปขอใบส่งของ  เบอร์โทรศัพท์  และหมายเลขบัญชีเงินฝากจากร้านจำหน่ายสินค้า  มามอบให้คณะกรรมการ  แล้วคณะกรรมการจะโอนเงินชำระค่าสินค้าให้   ซึ่งการให้กู้ลักษณะนี้ช่วยให้สมาชิกประหยัดเงินจากการจ่ายเงินให้กับไฟแนนซ์ ประมาณ 6,000 บาทต่อคัน  ส่วนวงเงินฝากในบัญชีที่ฝากกับกลุ่มนั้น  ก็เปรียบเหมือนเงินมัดจำที่ไม่ต้องนำไปจ่ายให้ร้านค้านั่นเอง
ปัจจุบันมีลูกหนี้รถจักรยานยนต์ ประมาณ 700 คัน คอมพิวเตอร์ ประมาณ 10 เครื่อง  โดยส่วนใหญ่สมาชิกซื้อรถจักรยานยนต์เพื่อใช้ขับไปทำสวน หรือให้ลูกขับไปโรงเรียน

การจัดสรรผลกำไร

กลุ่มมีการจัดสรรผลกำไรคืนสู่สมาชิกที่มีเงินฝากกับกลุ่ม และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกลุ่มออกเป็นสัดส่วนดังนี้
1. ปันผล ร้อยละ  60
2. สมทบกองทุนสวัสดิการ ร้อยละ  20
3. สมทบกองทุนสำรองกลุ่ม ร้อยละ  10
4. ค่าตอบแทนคณะกรรมการ ร้อยละ  10
ซึ่งจะจัดขึ้นในทุกเดือนมกราคมพร้อมการประชุมใหญ่สามัญประจำปี  ในวันนี้ถือเป็นวันที่สมาชิกมาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาที่สุด  หากคณะกรรมการต้องการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบข้อบังคับ หรือขอมติในเรื่องใดๆ เกี่ยวกับกิจการของกลุ่มก็จะเกิดขึ้นในวันนี้ รวมถึงการเลือกคณะกรรมการแทนตำแหน่งที่หมดวาระลง  หลังจากนั้นจะมีกิจกรรมจับสลากของขวัญปีใหม่ระหว่างสมาชิก  และกลุ่มจะจัดรางวัลใหญ่ เช่น ทีวี  ตู้เย็น ให้ได้ลุ้นรับโชคกันอีกด้วย
ในบางปีคณะกรรมการกลุ่มอาจจัดมอบรางวัลพิเศษสำหรับสมาชิกบางรายที่สามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองได้จากการกู้ยืมเงินของกลุ่มไปประกอบอาชีพแล้วประสบความสำเร็จที่น่าชื่นชม  เช่น  กรณีสมาชิกรายหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลามได้เข้ามารับจ้างกรีดยางในชุมชนและสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม  ด้วยความขยันขันแข็งในการทำงานเมื่อเขาได้มาปรึกษาคณะกรรมการเรื่องต้องการซื้อที่ดินแปลงข้างเคียงเพื่อทำสวนยางเอง  จึงทำให้คณะกรรมการอนุมัติเงินกู้ให้ไปซื้อที่ดินแปลงนั้นแล้วให้ค่อยๆ มาผ่อนชำระกับกลุ่มจนหมดได้  และอีกรายหนึ่งที่เป็นลูกจ้างของร้านรับซื้อยางพาราที่ต้องการมี   กิจการของตัวเอง  ก็ได้มาขอกู้เงินทุนกับกลุ่มเพื่อออกรับซื้อขี้ยางพารามาส่งต่อให้เถ้าแก่  รายนี้ก็สามารถพัฒนาชีวิตตัวเองได้อย่างน่าชื่นชมเช่นกัน  ก่อนมอบรางวัล  คณะกรรมการจะให้สมาชิกที่ได้รับรางวัลออกมาเล่าความรู้สึกของตัวเองจากการได้รับโอกาสนี้  เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่สมาชิกอื่นๆ และคณะกรรมการผู้อยู่เบื้องหลังนี้
3. ด้านการพัฒนา
การพัฒนาคณะกรรมการและสมาชิก
การพัฒนาคณะกรรมการและสมาชิก  ที่ปฏิบัติกันอยู่อย่างสม่ำเสมอภายในกลุ่มคือ  การจัดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน  รวมถึงถอดบทเรียนการทำงานในแต่ละเรื่องที่พบปัญหาร่วมกันระหว่างคณะกรรมการและสมาชิก  โดยในส่วนของคณะกรรมการจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันเป็นประจำทุกเดือน  นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานกับกลุ่มกองทุนอื่นๆ ที่แวะเวียนมาศึกษางานที่กลุ่มอยู่เสมอ  แต่การเดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่อื่นนั้น ที่ผ่านมายังมีไม่บ่อยนัก

การพัฒนาอาชีพ

ปัญหาที่พบจากการพัฒนาอาชีพของสมาชิกที่ผ่านมาคือ การไม่มีเงินทุนไปต่อยอดอาชีพเดิม  และไม่เงินทุนไปสร้างอาชีพใหม่  ที่ผ่านมากลุ่มได้ให้การสนับสนุนสมาชิกด้านการพัฒนาอาชีพที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นได้  ได้แก่
1. อาชีพเลี้ยงโคเนื้อ  เคยมีสมาชิกในชุมชนที่สนใจทำอาชีพเลี้ยงโคเนื้อแต่ยังไม่มีประสบการณ์  คณะกรรมการจึงพาไปศึกษาเรื่องพันธุ์โค  พันธุ์หญ้า และวิธีการเลี้ยงโคในพื้นที่ต่างๆ ที่มีประสบการณ์ในอาชีพนี้จนเป็นที่เข้าใจ  ก่อนที่จะสนับสนุนเงินทุนไปลงทุนซื้อพันธุ์โคมาเลี้ยง  ปัจจุบันสมาชิกรายนี้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคเนื้อ  เพราะราคาเนื้อโคสามารถจำหน่ายปลีกเป็นกิโลกรัมในราคาที่ดี  ส่วนมูลโคนำมาใช้เป็นปุ๋ยในสวนผลไม้ได้
2.  อาชีพทำเครื่องแกง  มีสมาชิกรายหนึ่งที่ทำเครื่องแกงจำหน่ายภายในชุมชน  ต้องการเครื่องจักรมาช่วยผลิตเครื่องแกงให้ได้ปริมาณมากเพื่อขายส่งในตลาดใหญ่  กลุ่มก็ได้อนุมัติเงินกู้ให้ไปซื้อเครื่องจักร  และในอนาคตอาจต้องให้เงินกู้เพื่อไปสร้างโรงเรือนผลิตเครื่องแกงที่ได้มาตรฐานกว่าเดิม
3. อาชีพทำสวนผลไม้  การทำสวนผลไม้สิ่งแรกที่มีความจำเป็นมากคือ  ต้องเจาะบ่อบาดาลพร้อมติดท่อแป๊บสำหรับให้น้ำแก่ไม้ผลที่ปลูก  ซึ่งการลงทุนครั้งแรกนี้ต้องใช้เงินถึงหลักแสนบาท  ที่ผ่านมากลุ่มได้ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่สมาชิกในการทำสวนอยู่หลายราย

4. อาชีพค้าขาย   สมาชิกที่มาขอกู้ยืมเงินจากกลุ่มเพื่อไปลงทุนค้าขายมีอยู่หลายราย  ทั้งในลักษณะร้านขายปลีก ขายส่ง และซื้อรถยนต์เพื่อบรรทุกของขาย ก็มี



บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง

บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งที่สำคัญที่สุดของกลุ่มก็คือ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานร่วมกันนั่นเอง  จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่มถึง 27  ปี คณะกรรมการพอจะลำดับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นและวิธีแก้ไขให้ได้รับทราบดังนี้
1. สมาชิกขาดความรู้ความเข้าใจหลักการดำเนินงานของกลุ่ม  ส่วนใหญ่มาฝากเงินกับกลุ่มเพื่อต้องการกู้เงินเป็นหลัก แก้ปัญหาโดยการประชุมสร้างความเข้าใจให้แก่สมาชิก
2. สมาชิกขาดความไว้วางใจคณะกรรมการ  หากบุคคลที่เป็นคณะกรรมการกู้เงินก็จะดูว่ากู้       ในวงเงินที่มากกว่าสมาชิกหรือไม่  ชำระคืนหรือเปล่า  ถ้าหากคณะกรรมการไม่ชำระคืนสมาชิกก็จะไม่ชำระคืนบ้าง  จึงทำให้จำนวนสมาชิกและจำนวนเงินฝากในระยะแรกตั้งไม่สม่ำเสมอ  แต่ที่ผ่านปัญหานี้แก้ได้โดยใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการของสมาชิก  แล้วมาร่วมกันวิเคราะห์หาทางแก้ไขตามประเด็นความค้างคาใจของสมาชิกแต่ละประเด็นให้เข้าใจตรงกัน
3. คณะกรรมการขาดความเชี่ยวชาญในด้านการเงินและการบัญชี ทำให้การชี้แจงฐานะทางการเงินและการบัญชีของกลุ่มในช่วงแรกไม่ชัดเจน  ส่งผลให้สมาชิกคลางแคลงใจโดยเฉพาะในประเด็นการจัดสรรผลกำไรของกลุ่ม  ที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้ทราบ  จึงทำให้สมาชิกสงสัยว่าทำไมคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูง แต่กลับปันผลคืนให้สมาชิกต่ำ  แต่เมื่อได้จัดวางระบบบัญชีและการเงินของกลุ่มให้สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของเงินได้แล้ว  ก็สามารถแก้ปัญหาความสงสัยเหล่านี้ของสมาชิกได้
4. การปลอมลายมือชื่อคณะกรรมการรับฝากเงินของสมาชิก  เกิดขึ้นจากการฝากเงินและสมุดเงินฝากมากับเพื่อน  ทำให้ผู้รับฝากยักยอกเงินไปใช้และปลอมแปลงลายมือชื่อคณะกรรมการในสมุดเงินฝาก  เมื่อสิ้นปีสมาชิกรู้ว่าจำนวนเงินฝากหายไป และคณะกรรมการได้ตรวจสอบหลักฐานใบเสร็จรับเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินพบว่า  มีการปลอมแปลงลายเซ็นผู้รับฝากเงินขึ้น  คณะกรรมการจึงแก้ปัญหาโดยเข้าไปพูดคุยกับสมาชิกผู้รับเงินเพื่อนมาฝากเป็นการส่วนตัว  จนให้การยอมรับว่าได้ยักยอกเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัวจริง และสมาชิกรายนั้นยินยอมชดใช้เงินตามที่ได้ยักยอกไปพร้อมกับคณะกรรมการให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมการบอกว่าการแก้ปัญหานั้น  บางครั้งการแก้ในเชิงลับจะให้ผลดีต่อกลุ่มมากกว่า
5. ผู้ที่ค้ำประกันไม่ชำระคืนเงินกู้   เกิดขึ้นกับสมาชิกที่ใช้วงเงินในบัญชีเงินฝากของตนไปค้ำประกันสมาชิกรายอื่น  แล้วผู้กู้ไม่ชำระเงินคืนตามกำหนด ทำให้ไม่สามารถกู้เงินได้  คณะกรรมการแก้ไขโดยให้สมาชิกรายนั้นไปหาสมุดเงินฝากของสมาชิกรายอื่นมาค้ำประกันอีกต่อหนึ่ง
6. การถอนเงินฝากในบัญชีผู้อื่น  ซึ่งจะพบในกรณีสมาชิกอยู่ในครอบครัวเดียวกัน หรือเป็นเพื่อนที่สนิทคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  เช่น ลูกมาขอถอนเงินในบัญชีเงินฝากของพ่อแม่  หรือเพื่อนมาขอถอนเงินในบัญชีแทนเพื่อนโดยเจ้าของบัญชีไม่รับทราบ คณะกรรมการแก้ไขโดยให้เจ้าของบัญชีเท่านั้นที่มีอำนาจในการขอถอนเงินด้วยตนเอง
7. ปัญหาทายาทผู้รับผลประโยชน์จากเงินกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์  และการขาดคุณสมบัติเนื่องจากการขาดส่งเงินสัจจะติดต่อกันเกิน 3 เดือน เป็นต้น
8. ปัญหาจากการขอเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล  ตามระเบียบของกลุ่มจะกำหนดให้สมาชิกนำใบเสร็จรับเงินฉบับจริงเท่านั้นมาขอเบิก  แต่จะมีสมาชิกบางรายที่นำสำเนาใบเสร็จมาขอเบิกซึ่งทางกองทุนจะไม่จ่ายให้  ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกที่ได้รับสิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ อยู่แล้ว มาขอเบิกซ้ำซ้อน  เพราะวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือเน้นไปที่กลุ่มของสมาชิกผู้ด้อยโอกาสเป็นหลัก  บางรายขาดสิทธิ์เพราะไม่มาชำระคืนเงินกู้ตามกำหนด  หรือขาดฝากเงินสัจจะสะสมติดต่อกันเกิน 3 เดือน  คณะกรรมการแก้ปัญหาโดยการรับฟังเรื่องราวแล้วชี้แจงเหตุผลของการขาดสิทธิ์ให้สมาชิกได้รับทราบ
จะเห็นว่าหลักการแก้ปัญหาของคณะกรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคานั้น  จะเน้นการใช้มาตรการทางสังคมแทนมาตรการทางกฎหมาย  ซึ่งคณะกรรมการได้สรุปบทเรียนการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมาร่วมกันว่า  การรับฟังทุกเรื่องราวของสมาชิกให้จบก่อนคือกุญแจสำคัญในการไขปัญหาแต่ละเรื่องในเบื้องต้นได้  และปัญหาทุกอย่างมีหนทางแก้เสมอ  ขอให้ทุกฝ่ายมีสติและใช้ปัญญาในการหาทางออกร่วมกัน

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

จากการถอดบทเรียนครั้งนี้พบว่า  ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคาคือ  การมีทุนชุมชนที่มั่งคั่งหลายด้าน  ได้แก่
1. มีผู้นำกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์ ซื่อสัตย์ เสียสละ  มีส่วนผสมทั้งคนรุ่นเก่าที่เป็นผู้บุกเบิกกลุ่มและคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดการดำเนินงานได้อย่างลงตัว
2. มีการบริหารจัดการเงินที่โปรงใส ตรวจสอบได้ ระบบบัญชีเป็นปัจจุบัน  โดยการตั้งงบประมาณจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเข้ามาตรวจสอบระบบบัญชีของกลุ่มทุก 6 เดือน จำนวน 40,000 บาท
3. มีทุนธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  นำไปสู่การมีอาชีพ และรายได้ที่ดี  ทั้งอาชีพทำสวนยางพารา สวนผลไม้  ค้าขายและพนักงานประจำ  ส่วนผู้มีอาชีพรับจ้างก็ได้ค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างสูง                ประกอบกับการมีแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยถูก จึงเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพและการมีรายได้ที่ดี
4. การมีส่วนร่วมของสมาชิก  ด้วยจิตสำนึกของการเป็นเจ้าของกลุ่มร่วมกัน  จึงทำให้สมาชิกร่วมกันปฏิบัติตามกฎระเบียบของกลุ่มและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่มอย่างพร้อมเพรียง




ความสำเร็จ/ความภาคภูมิใจ

คณะกรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา  ได้ร่วมกันเล่าถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่ได้รับจากการทำงานร่วมกันว่า
1. สิ่งแรกที่ได้จากการทำงานคือ  ได้รู้จักเพื่อนสมาชิกที่หลากหลาย  เป็นเหมือนบันไดก้าวแรกในการทำงานเพื่อชุมชน และมีหลายคนได้ก้าวจากการทำงานที่กลุ่มไปสู่ผู้นำท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน สมาชิกอบต.  และนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลทอนหงส์คนปัจจุบัน  ต่างก็เคยเป็นอดีตคณะกรรมการบริหารกลุ่มมาแล้วทั้งสิ้น  เพราะใครก็ตามที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการบริหารงานที่นี่  ย่อมแสดงว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ เสียสละ และรับผิดชอบสูง เพราะเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการนั้น  ไม่ใช่ใครก็สามารถถูกเสนอชื่อได้
2.  ได้ความสุข ความภาคภูมิใจจากการทำงาน  ซึ่งพวกเขาเรียกว่าได้  “ดวงตาที่สาม”  คือเมื่อมองย้อนกลับไปดูผลการทำงานที่ทำร่วมกันมา  ซึ่งได้ผลิตหลายสิ่งหลายอย่างให้กับคนในชุมชน เช่น ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ  ผลิตอาชีพ  ผลิตรายได้ ผลิตความอยู่ดีกินดี และผลิตสวัสดิการ  เมื่อได้มองย้อนกลับไปมองผลงานครั้งใดก็ทำให้รู้สึกอิ่มเอมอยู่ข้างในใจของตนเอง  โดยเฉพาะลุงวิโรจน์  คงปัญญา  ประธานบริหารของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา  ได้กล่าวถึงการได้รับ “ดวงตาที่สาม”        ในครอบครัวของตนเองด้วยความตื้นตันใจว่า  เมื่อครั้งจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวที่บ้าน  มีแขกมาร่วมในเกินกว่าจำนวนที่เชิญไปเป็นจำนวนมากจนตัวเองก็คิดไม่ถึง   และสมาชิกที่มาร่วมงานบอกว่าเป็นฝ่ายรับจากการทุ่มเททำงานของประธานมามากแล้วและอยากเป็นฝ่ายตอบแทนกลับคืนบ้าง  เพราะตลอดช่วงเวลาที่ลุงวิโรจน์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มนั้น  ไม่เคยขอกู้เงินจากกลุ่มเลย
3. ได้เรียนรู้การบริหารจัดการเงิน  การทำบัญชีรับจ่ายต่างๆ  ไปปรับใช้ในครอบครัว  เพราะวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคณะกรรมการที่นี่คือ  หากคณะกรรมการรายไดได้เป็นตัวแทนกลุ่มออกไปอบรมกับหน่วยงานต่างๆ ข้างนอก  เมื่อกลับมา จะต้องถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับรู้มาสู่คณะกรรมการให้ได้รับทราบร่วมกันในการประชุมประจำเดือนทุกครั้ง
ส่วนนายบุญธรรม  นรินทร์รัตน์  พัฒนาการอำเภอพรหมคีรี ในบทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มในภาพรวม  ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจในบทบาทของผู้สนับสนุนว่า  รู้สึกภาคภูมิใจที่มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมาหลายกลุ่ม  และกลุ่มที่นี่สามารถพัฒนาตัวเองมาจนเติบโตเป็นอันดับ 2 ของภาคใต้  สามารถเป็นต้นแบบการเรียนรู้งานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตแก่กลุ่มอื่นๆ ตลอดมา และมองว่างานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตสามารถพัฒนาชุมชนได้ทุกด้าน  ทั้งพัฒนาคนให้มีคุณธรรม พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม และสอนช่วยวิธีบริหารจัดการให้แก่คน  หากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในพื้นที่ไหน ก็จะช่วยพัฒนาพื้นที่นั้นได้ทุกด้าน  นำมาซึ่งชุมชนเข้มแข็ง ช่วยแก้ปัญหาของชาติได้ในทุกด้าน จึงควรให้การส่งเสริม สนับสนุนงานนี้ให้อยู่คู่กรมการพัฒนาชุมชนตลอดไป
จะเห็นว่ากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา  นอกจากจะเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพแก่สมาชิกในชุมชนทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของและสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากแล้ว  ยังมีความโดดเด่นเป็นอย่างมากในด้านการจัดสวัสดิการที่ครอบคลุ่มวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์  ที่กำลังขยายสาขาไปสู่อีกหลายตำบลในพื้นที่ใกล้เคียง  เป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการที่จัดทำโดยประชาชนและเพื่อประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง  ซึ่งคณะกรรมการและสมาชิกหลายท่านบอกว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยยึดโยงคนในชุมชนให้รักษาสัจจะและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม  เพื่อให้ตนเองได้รับสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการ และช่วยหล่อหลอมให้คนในชุมชนเกิดความรัก ความสามัคคี  ได้เป็นอย่างดี


แผนการดำเนินงาน

คณะกรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา  มีความปรารถนาอยากยกระดับการพัฒนากลุ่มในอนาคตในเรื่องต่างๆ ดังนี้
1. พัฒนาสมาชิกให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการดำเนินงานของกลุ่มและสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับกลุ่มได้ทุกคน เพราะมองว่าวันนี้ความสำเร็จของกลุ่มยังอยู่ที่ 60 %
2. พัฒนาสมาชิกกลุ่มทุกคนให้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง
3. บริหารจัดการเงินสำรองคงเหลือของกลุ่มไปการลงทุนในกิจการที่ก่อให้เกิดผลกำไร และเหลือเงินสำรองคงเหลือไม่เกิน 10% มีเงินปันผลคืนสู่สมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละ 7
4. สามารถจัดสวัสดิการดูแลแก่สมาชิกในชุมชนได้ครบทุกคน
6. ขยายเครือข่ายการดำเนินงานโดยการสนับสนุนให้กลุ่มการเงินอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนใกล้เคียงได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนและได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง
7. พัฒนากลุ่มให้เป็นต้นแบบการเรียนรู้ด้านเงินทุนแก่กลุ่มอื่นๆ  เพราะมองว่าประสบการณ์การดำเนินงานและองค์ความรู้ที่สั่งสมมา น่าจะเป็นประโยชน์แก่กลุ่มอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน
8. การต่อยอดงานเดิมใน 3 เรื่องคือ
    8.1 ค้นหาองค์ความรู้ ภูมิปัญญา มาพัฒนาอาชีพ  คือสอนสมาชิกให้เป็นนักประกอบการ รู้ต้นทุน        รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้การตลาด รู้การบริหารและการบัญชี โดยเชื่อมโยงกับทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่ในชุมชน  เช่น สวนยางพารา  สวนผลไม้  จัดหลักสูตรอาชีพตามความต้องการของสมาชิก ให้มีรายได้และสุดท้ายก็จะนำเงินมาฝากกับกลุ่ม
     8.2  ในอนาคต คาดว่าคนในชุมชนอาจขาดที่อยู่อาศัยและขาดที่ทำกินทำกิน  ดังนั้นถ้ามีคนต้องการขายที่ดินในพื้นที่  กลุ่มจะรับซื้อเอาไว้แล้วมาจัดสรรขายให้สมาชิกที่ยากไร้มาผ่อนชำระกับกลุ่ม      ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงและสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับกลุ่ม
    8.3 จัดจำหน่ายรถยนต์  ให้ผ่อนได้นานถึง 120 เดือน  

ข้อคิดและข้อเสนอแนะ

ลุงวิโรจน์  คงปัญญา  ประธานบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  หรือ  วิสาหกิจชุมชนกองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา  ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อบทบาทของ  กรมการพัฒนาชุมชนในครั้งนี้ว่า  โดยชื่อของ “ กรมการพัฒนาชุมชน ” นั้นได้บอกเอาไว้อยู่แล้วว่า  มีหน้าที่ในการพัฒนาคนในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี  โดยสร้างความรู้คู่คุณธรรม  สมัยก่อนเจ้าหน้าที่ของกรมการพัฒนาชุมชนทำงานติดพื้นที่  รู้จักคนและความต้องการของคน  จึงทำให้สามารถเข้าถึงและพัฒนาคนในพื้นที่ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชุมชน  และการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนที่สำคัญคือ  ต้องพัฒนาที่การเพิ่มผลผลิต  พัฒนาที่อาชีพ  ให้คนมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้   หลังจากนั้นค่อยสร้างสวัสดิการให้ครอบคลุมวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต  และเปรียบการสร้างคนว่าเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาทดแทนต้นเก่าที่นับวันจะโรยรา  และการเรียนรู้งานของกลุ่มที่ผ่านมาได้เรียนรู้ผ่านปัญหาที่เคยทำผิดพลาดมาก่อน   จึงอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาเรียนรู้การทำงานนี้ผ่านประสบการณ์ของตัวเอง   เมื่อต่อยอดงานเดิมเสร็จแล้วก็วาง

แนวทางให้เขาเดินต่อ

ดังนั้นงานที่กรมการพัฒนาชุมชน  ควรหันมาเน้นหนักก็คือ  เมื่อสนับสนุนการตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตขึ้นมาแล้ว  ต้องสอนวิธีการพัฒนาอาชีพ  แล้วค่อยมาเสริมสร้างสวัสดิการ หลักการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตของกรมการพัฒนาชุมชน  แตกต่างจากหลักการส่งเสริมการออมขององค์กรอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการยกฐานะความเป็นอยู่ของคน  และพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม  คือสร้างทั้งคน  สร้างทั้งอาชีพ และสร้างสวัสดิการ และถ้าทำแบบนี้ได้  คิดว่ากรมการพัฒนาชุมชนจะไม่มีใครยุบได้  เพราะสามารถตอบความต้องการของคนในชุมชนได้อย่างครบวงจร


******************